บทความที่ได้รับความนิยม

วันอาทิตย์, เมษายน 17, 2559

พุทธิพิสัยในทัศนะของบลูม


ทฤษฎีการเรียนรู้ เบนจามิน บลูมและคณะ (Bloom et al, 1956) ได้จำแนกจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ออกเป็น 3 ด้าน  คือ

    1.พุทธิพิสัย (Cognitive Domain)  พฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเกี่ยวกับสติปัญญา ความรู้ ความคิด ความเฉลียวฉลาด ความสามารถในการคิดเรื่องราวต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นความสามารถทางสติปัญญา  พฤติกรรมทางพุทธิพิสัย  6 ระดับ ได้แก่

          1.ความรู้ความจำ  ความสามารถในการเก็บรักษามวลประสบการณ์ต่าง ๆ จากการที่ได้รับรู้ไว้และระลึกสิ่งนั้นได้เมื่อต้องการเปรียบดังเทปบันทึกเสียงหรือวีดิทัศน์  ที่สามารถเก็บเสียงและภาพของเรื่องราวต่างๆได้  สามารถเปิดฟังหรือ ดูภาพเหล่านั้นได้  เมื่อต้องการ

          2. ความเข้าใจเป็นความสามารถในการจับใจความสำคัญของสื่อ และสามารถแสดงออกมาในรูปของการแปลความ ตีความ คาดคะเน ขยายความ หรือ การกระทำอื่น ๆ

          3. การนำความรู้ไปใช้ เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในกาแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ จึงจะสามารถนำไปใช้ได้

           4. การวิเคราะห์ ผู้เรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย เป็นองค์ประกอบที่สำคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ความสามารถในการวิเคราะห์จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน

          5. การสังเคราะห์ ความสามารถในการที่ผสมผสานส่วนย่อย ๆ เข้าเป็นเรื่องราวเดียวกันอย่างมีระบบ เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่สมบูรณ์และดีกว่าเดิม อาจเป็นการถ่ายทอดความคิดออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย การกำหนดวางแผนวิธีการดำเนินงานขึ้นใหม่ หรือ อาจจะเกิดความคิดในอันที่จะสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งที่เป็นนามธรรมขึ้นมาในรูปแบบ หรือ แนวคิดใหม่

          6. การประเมินค่า เป็นความสามารถในการตัดสิน ตีราคา หรือ สรุปเกี่ยวกับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นไปตามเนื้อหาสาระในเรื่องนั้น ๆ หรืออาจเป็นกฎเกณฑ์ที่สังคมยอมรับก็ได้

การเรียนรู้ตามทฤษฎีของบลูม


ในฐานะที่ทำมาหากินกับวงการศึกษามาค่อนชีวิต  อยากจะย้อนความรู้ที่เกิดขึ้นและนำมาประยุกต์ใช้จนถึงทุกวันนี้  หากเป็นด้านการจัดการเรียนรู้  ก็หนีไม่พ้นทฤษฎีของบลูม    
           
เบนจามิน  บลูม 

ทฤษฎีการเรียนรู้ของ  Bloom (Bloom’s Taxonomy)กล่าวถึงการจำแนกการเรียนรู้ตามทฤษฎีของบลูม ซึ่งแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย โดยในแต่ละด้านจะมีการจำแนกระดับความสามารถจากต่ำสุดไปถึงสูงสุด เช่น ด้านพุทธิพิสัย เริ่มจากความรู้ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมิน นอกจากนี้ยังนำเสนอระดับความสามารถที่มีการปรับปรุงใหม่ตามแนวคิดของ Anderson and Krathwohl (2001) เป็น การจำ(Remembering) การเข้าใจ(Understanding) การประยุกต์ใช้(Applying) การวิเคราะห์ (Analysing) การประเมินผล (Evaluating) และการสร้างสรรค์ (Creating) ด้านจิตพิสัย จำแนกเป็น การรับรู้, การตอบสนอง, การสร้างค่านิยม, การจัดระบบ และการสร้างคุณลักษณะจากค่านิยม ด้านทักษะพิสัย จำแนกเป็น ทักษะการเคลื่อนไหวของร่างกาย, ทักษะการเคลื่อนไหวอวัยวะสองส่วนหรือมากกว่าพร้อมๆกัน, ทักษะการสื่อสารโดยใช้ท่าทาง และทักษะการแสดงพฤติกรรมทางการพูด

 ทฤษฎีการเรียนรู้คืออะไร

          การเรียนรู้ (Learning) คือ กระบวนการของประสบการณ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างค่อนข้างถาวร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ไม่ได้มาจากภาวะชั่วคราว วุฒิภาวะ หรือสัญชาตญาณ(Klein 1991:2)

          การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร โดยเป็นผลจากการฝึกฝนเมื่อได้รับการเสริมแรง มิใช่เป็นผลจากการตอบสนองตามธรรมชาติที่เรียกว่า ปฏิกิริยาสะท้อน (Kimble and Garmezy) การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อันเป็นผลจากการฝึกฝนและประสบการณ์ แต่มิใช่ผลจากการตอบสนองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (Hilgard and Bower) การเรียนรู้เป็นการแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลง อันเป็นผลเนื่องมาจากประสบการณ์ที่แต่ละคนได้ประสบมา (Cronbach) การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่บุคคลได้พยายามปรับพฤติกรรมของตน เพื่อเข้ากับสภาพแวดล้อมตามสถานการณ์ต่าง ๆ จนสามารถบรรลุถึงเป้าหมายตามที่แต่ละบุคคลได้ตั้งไว้ (Pressey, Robinson and Horrock, 1959)

 ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม  เป็นอย่างไร


          Bloom ได้แบ่งการเรียนรู้เป็น 6 ระดับ

          ความรู้ที่เกิดจากความจำ (knowledge) ซึ่งเป็นระดับล่างสุด

          ความเข้าใจ (Comprehend)

          การประยุกต์ (Application)

          การวิเคราะห์ ( Analysis) สามารถแก้ปัญหา ตรวจสอบได้

          การสังเคราะห์ ( Synthesis) สามารถนำส่วนต่างๆ มาประกอบเป็นรูปแบบใหม่ได้ให้แตกต่างจากรูปเดิม เน้นโครงสร้างใหม่

          การประเมินค่า ( Evaluation) วัดได้ และตัดสินได้ว่าอะไรถูกหรือผิด ประกอบการตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลและเกณฑ์ที่แน่ชัด    เดี๋ยวว่าต่อ  เป็นตอนต่อไป  นะครับ...

วันอังคาร, ตุลาคม 21, 2557


ครู ๒ ปี ครู ๔ ปี ครู ๕ ปี : ป.กศ.  ป.กศ.(สูง) ค.บ. กศ.บ. ศศ.บ. ฯลฯ

           หากจะไล่เลียงกันจริงๆ แล้ว  เราก็จะเห็นว่า การศึกษาของชาติยุคใดก็ตามจะต้องเริ่มต้นจาก “ปรัชญา”  หรือความเชื่อมั่นถือมั่นของผู้มีอำนาจ  ของชาติ  ของกระทรวงศึกษาธิการก่อนว่า  จะอบรมสั่งสอนเยาวชนของชาติให้เป็นบุคคลเช่นไร  จะปลูกฝังให้เป็นนักจดจำ  นักคิด  นักเผด็จการ  หรือนักประชาธิปไตย  พูดแบบง่ายๆ  ก็คือจะยึด “หลักการศึกษาใดเป็นเกณฑ์” จากนั้นก็ถ่ายทอดความเชื่อความปรารถนาอันนั้นออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรที่เรียกกันว่า  “หลักสูตร”  เพื่อกำหนดทิศทาง  ระดับ  และขนาด  ให้ผู้สอนทั้งหลายทราบว่า  จะต้องอบรมสั่งสอนเด็กให้เจริญงอกงามไปทางนั้นๆ  ตามระดับนั้นๆ  และด้วยขนาดนั้นๆ  จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของเราบรรดาครูๆ  ที่จะต้องดำเนินการด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อชักจูงหรือแนะนำให้เด็กได้เจริญไปตามทิศทางนั้นให้จงได้  งานนี้เรียกว่า “การสอน”  พอสอนไปได้พักหนึ่งครูก็เกิดอยากทราบว่านักเรียนของตนเจริญงอกงามไปแล้วเท่าใด  ยังอยู่ห่างหรืออยู่ใกล้ประตูแห่งความปรารถนานั้นสักปานใด  ครูก็จัดกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เรียกว่า  “การสอบ” หรือ “การวัดผล”  ขึ้นมา  พอสอบเสร็จทราบสถานภาพของผู้เรียนแต่ละคนว่าใครดีใครไม่ดีเท่าใดแล้ว  ก็ชักเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกว่า

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 25, 2557

ผู้ตามที่ดี ต้องเชื่อมั่นในผู้นำ


        
  ช่วงที่เรียนหลักสูตรการบริหารการศึกษา  ระดับมหาบัณฑิต  มีหนึ่งรายวิชาที่อาจารย์ผู้สอนให้ดูภาพยนตร์  เรื่อง “สามก๊ก”  แล้วให้นักศึกษามาถกกันถึงกลยุทธ์ในการบริหาร  จากภาพยนตร์ในแต่ละตอน แบบฝึกนี้พวกเราทำกันอยู่หลายชั่วโมงเรียนจนกระทั่งไปสัมมนาที่  อ่าวคุ้งกระเบน  ก็เลยมีทั้งโจโฉ  ขงเบ้ง  เล่าปี่ เพ่นพ่านอยู่บนรถตลอดการเดินทาง 
          เล่าปี่  ผู้ซึ่งคิดจะแยกดินแดนแผ่นดินจีนออกเป็นก๊กที่สาม  แม้จะมี ชีซี  เป็นเสนาธิการ  เพื่อวางแผนกลยุทธ์อันแยบยล  แต่ก็ต้องสูญเสีย  ชีซี  ไป  ทำให้ต้องสรรหา  เสนาธิการ  คนใหม่  ตามที่ชีซีแนะนำไว้  คือ  “ ขงเบ้ง”

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 26, 2556

ธรรมาภิบาล (GOOD GOVERNANCE)


       เรื่องธรรมาภิบาล  ได้ยินได้ฟังบ่อยมากในช่วงที่กำลังศึกษาระดับมหาบัณฑิต (ราวปี  พ.ศ.  2542 )  ตอนนั้นอาจารย์ผูั้้สอนได้นำมาทดสอบนักศึกษาด้วย  บางท่านก็เขียนได้ยาวยืดแต่ไม่เข้าประเด็น  บางท่านก็เขียนไม่ออกทั้งๆ  ที่ปากกาก็ไม่หมดหมึก  นับว่ายากพอสมควร  เพราะท่านให้เชื่อมโยงไปสู่การนำไปปฏิบัติจริงในสถานศึกษา  ส่วนตัวผลเอง  ก็จำได้แต่หัวใจของธรรมาภิบาล  ว่า  " นิติ - คุณ - โปร่ง - ร่วม - ชอบ - คุ้ม "  รายละเอียดก็เรียงความกันไปตามถนัด  วันนี้เลยนำมาเรียงถ้อยคำใหม่  ให้เป็นมาตรฐานอ้างอิงได้บ้าง 
          หลักธรรมาภิบาลระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หรือหลักธรรมาภิบาล (GOOD GOVERNANCE) หมายถึง แนวทางในการจัดระเบียบเพื่อให้สังคมของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ เอกชนและภาคประชาชน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และตั้งอยู่ใน ความถูกต้องเป็นธรรม ตามหลักพื้นฐานการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี   ดังนี้

วันจันทร์, ธันวาคม 03, 2555

สีข้าวกับสีคน

ระบบ  (System)  หากให้คำจำกัดความเพื่อให้เข้าใจกันง่าย  มักจะหมายถึง ส่วนต่างๆ  จำนวนหนึ่ง  ซึ่งมีความสัมพันธ์และขึ้นอยู่ต่อกัน  เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  เพื่อกระทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จผลตามที่ต้องการ  และมักอธิบายต่ไปว่า  ระบบมักจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ  คือ
   1. ปัจจัยนำเข้า
   2. กระบวนการ
   3. ผลลัพท์
   4. ผลสะท้อนกลับ
หากเปรียบเทียบระบบให้เข้าใจกันง่ายยิ่งขึ้น  ให้พิจารณาโรงสีข้าวครับ (ส่วนท่านใดจะเอาไปเปรียบเทียบกับอย่างอื่นก็แล้วแต่ชอบครับ) ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตข้าวสารที่มีอยู่ทั่วไป  ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก  ระบบของโรงสี  จะเป็นอย่างนี้  คือ
   1. ปัจจัยนำเข้า  ได้แก่  ข้าวเปลือก (ทั้งข้าวจ้าว  ข้าวเหนียว)  ซึ่งโรงสีจะมีที่เทข้างเปลือกที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไป  ข้าวเปลือกจะถูกร่อนโดยตะแกรงลวดเพื่อเอาเศษฝุ่น  ผง  ดิน  หิน  เศษฟางข้าว  ออกไปก่อน  นับว่าเป็นวิธีคัดเลือกวัตถุดิบให้มีคุณภาพก่อนป้อนเข้าสู่ตอนต่อไป  หลังจากผ่านการคัดเลือกโดยชาวนามาครั้งหนึ่งแล้ว
 

วันพุธ, กันยายน 12, 2555

การอ่าน (อีกแล้ว)



ห่างหายจากบล็อกไปนานโข  มาคราวนี้ก็นำปัญหาเดิมๆ  มาเล่าสู่กันฟัง  ปัญหาที่ยกมาตั้งเป็นประเด็นในการเขียนครั้งนี้ก็หนีไม่พ้นเรื่องของ  การอ่าน
การอ่านคืออะไร  หมายถึงอะไร  ทำไมสำคัญแท้  ตอบประเด็นให้เข้าใจ
  การอ่าน  หมายถึง  การรับรู้ข้อความจากการเขียนของตนเองหรือของผู้อื่น  ซึ่งรวมไปถึงการรับรู้ความหมายจากเครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ  เช่นเครื่องหมาย  จราจร  เครื่องหมายบนแผนที่  เป็นต้น
การอ่านมีความสำคัญมากน้อยเพียงใดล่ะ 
  คนเป็นสัตว์สังคมที่อยู่ร่วมกันและมีความสัมพันธ์กันในกลุ่มของตน  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิด  ความสนใจ เพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุขและพัฒนา  การติดต่อสื่อสารจึงเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงคนทุกคนเข้าด้วยกัน  มีการสนทนา  การอ่านข้อเขียนซึ่งกันและกัน  สำหรับสังคมปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  แม้ว่าจะมีการสื่อสารถึงกันด้วยวิธีการใหม่ๆ  แต่การอ่านก็ยังมีความสำคัญต่อวิธีการสื่อสารเหล่านั้นด้วย  ไม่ว่าจะเป็นการอ่านข้อความ อ่านจดหมายอิเลคทรอนิคส์  อ่านเฟชบุ๊ค ฯลฯ
  การอ่านเป็นทักษะที่จำเป้นอย่างยิ่งต่อการศึกษาหาความรู้และพัฒนาชีวิต  นอกจากจะทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้แล้ว  ยังก่อให้เกิดความเพลิดเพลินสนุกสนาน  ส่งเสริมให้มีความคิดสร้างสรรค์  ได้แนวคิดในการดำเนินชีวิต  นอกจากนี้แล้ว  การอ่านยังเป็นหัวใจของการศึกษาทุกระดับ  และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาหารู้ของคนทุกเพศทุกวัย