บทความที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์, กันยายน 19, 2559

บุณคุณข้าวก้นบาตร


           

ช่วงปี  พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๕  วัดในตัวเมืองรัตนบุรีมี ๓ วัด  คือ  วัดใต้บูรพาราม  วัดกลาง  และวัดเหนือ  ผมได้มาอยู่วัดใต้บูรพาราม  อาศัยที่ซุกหัวนอนเรียนหนังสือ  และข้าวก้นบาตร..ประทังชีวิต..



วัดใต้บูรพาราม  ตอนนั้นมีกุฏิ    หลัง

          หลังแรกเรียกว่ากุฏิน้อย เจ้าอาวาสอยู่ (พระสมุห์ประสงค์  สนฺตจิตโต) หลวงพี่จุล  และ  ผม 

          หลังที่สองกุฏิใหญ่ หลวงพี่วิจิตร  และพระ  เณร  ลูกศิษย์วัดอีกหลายคน 

วันอาทิตย์, เมษายน 17, 2559

ทฤษฎีของบลูมกับการจัดการเรียนรู้ของครู


ทฤษฎีของบลูม  เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนการสอนอย่างไร

          ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม ( Bloom 1976 )  ( อ้างจาก รศ.ดร.ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ , 2535 : 115117 ) บลูมได้เสนอทฤษฎีการเรียนรู้ในโรงเรียนไว้ดังนี้

          - พื้นฐานของผู้เรียนเป็นหัวใจในการเรียน ผู้เรียนแต่ละคนจะเข้าชั้นเรียนด้วยพื้นฐานที่จะช่วยให้เขา ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ต่างกัน ถ้าเขามีพื้นฐานที่คล้ายคลึงกัน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะไม่แตกต่างกัน

          - คุณลักษณะของแต่ละคน เช่น ความรู้ที่จำเป็นก่อนเรียน แรงจูงใจในการเรียน และคุณภาพของการสอน เป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้ เพื่อให้แต่ละคนและทั้งกลุ่มมีระดับการเรียนรู้ที่สูงขึ้น

 สรุป

          เพราะฉะนั้นเราสามารถสรุปได้ว่า การเรียนรู้หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากเดิมไปสู่พฤติกรรมใหม่ที่ค่อนข้างถาวร และพฤติกรรมใหม่นี้เป็นผลมาจากประสบการณ์หรือการฝึกฝน มิใช่เป็นผลจากการตอบสนองตามธรรมชาติหรือสัญชาตญาณ หรือวุฒิภาวะ หรือพิษยาต่าง ๆ หรืออุบัติเหตุ หรือความบังเอิญ พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจะต้องเปลี่ยนไปอย่างค่อนข้างถาวร จึงจะถือว่าเกิดการเรียนรู้ขึ้น หากเป็นการ เปลี่ยนแปลงชั่วคราวก็ยังไม่ถือว่าเป็นการเรียนรู้เมื่อบุคคลเกิดการเรียนรู้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงดังนี้ (Bloom, 1959)

          1. การเปลี่ยนแปลงทางด้านความรู้ ความเข้าใจ และความคิด (Cognitive Domain) หมายถึง การเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาสาระใหม่ ก็จะทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ได้มากขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสมอง

          2. การเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก ทัศนคติ ค่านิยม (Affective Domain) หมายถึง เมื่อบุคคลได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ก็ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกทางด้านจิตใจ ความเชื่อ ความสนใจ

         3. ความเปลี่ยนแปลงทางด้านความชำนาญ (Psychomotor Domain) หมายถึง การที่บุคคลได้เกิดการเรียนรู้ทั้งในด้านความคิด ความเข้าใจ และเกิดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ความสมใจด้วยแล้ว ได้นำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปฏิบัติ จึงทำให้เกิดความชำนาญมากขึ้น เช่น การใช้มือ เป็นต้น

 

อ้างอิงจาก : https://www.gotoknow.org/posts/391886

ทักษะพิสัยในทัศนะของบลูม


3.ทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) (พฤติกรรมด้านกล้ามเนื้อประสาท)

          พฤติกรรมที่บ่งถึงความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่วชำนิชำนาญ  ซึ่งแสดงออกมาได้โดยตรงโดยมีเวลาและคุณภาพของงานเป็นตัวชี้ระดับของทักษะ  พฤติกรรมด้านทักษะพิสัย ประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ขั้น ดังนี้

          1.การรับรู้ ... เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้หลักการปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือ เป็นการเลือกหาตัวแบบที่สนใจ

          2.กระทำตามแบบ หรือ เครื่องชี้แนะ ... เป็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนพยายามฝึกตามแบบที่ตนสนใจและพยายามทำซ้ำ เพื่อที่จะให้เกิดทักษะตามแบบที่ตนสนใจให้ได้ หรือ สามารถปฏิบัติงานได้ตามข้อแนะนำ

          3.การหาความถูกต้อง พฤติกรรมสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องชี้แนะ  เมื่อได้กระทำซ้ำแล้ว  ก็พยายามหาความถูกต้องในการปฏิบัติ

          4.การกระทำอย่างต่อเนื่องหลังจากตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เป็นของตัวเองจะกระทำตามรูปแบบนั้นอย่างต่อเนื่อง จนปฏิบัติงานที่ยุ่งยากซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง คล่องแคล่ว  การที่ผู้เรียนเกิดทักษะได้  ต้องอาศัยการฝึกฝนและกระทำอย่างสม่ำเสมอ

          5. การกระทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ พฤติกรรมที่ได้จากการฝึกอย่างต่อเนื่อง จนสามารถปฏิบัติ ได้คล่องแคล่วว่องไวโดยอัตโนมัติ เป็นไปอย่างธรรมชาติ  ซึ่งถือเป็นความสามารถของการปฏิบัติในระดับสูง

จิตพิสัยในทัศนะของบลูม


2.จิตพิสัย (Affective Domain)(พฤติกรรมด้านจิตใจ)  ค่านิยม ความรู้สึก ความซาบซึ้ง  ทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจและคุณธรรม  พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่เกิดขึ้นทันที ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และสอดแทรกสิ่งที่ดีงามอยู่ตลอดเวลา จะทำให้พฤติกรรมของผู้เรียนเปลี่ยนไปในแนวทางที่พึงประสงค์ได้  ด้านจิตพิสัย จะประกอบด้วย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ระดับ ได้แก่

          1.การรับรู้ ... เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อปรากฎการณ์ หรือสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่ง  ซึ่งเป็นไปในลักษณะของการแปลความหมายของสิ่งเร้านั้นว่าคืออะไร แล้วจะแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกที่เกิดขึ้น

          2. การตอบสนอง ...เป็นการกระทำที่แสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยินยอม และพอใจต่อสิ่งเร้านั้น ซึ่งเป็นการตอบสนองที่เกิดจากการเลือกสรรแล้ว

          3. การเกิดค่านิยม ... การเลือกปฏิบัติในสิ่งที่เป็นที่ยอมรับกันในสังคม การยอมรับนับถือในคุณค่านั้น ๆ หรือปฏิบัติตามในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนกลายเป็นความเชื่อ แล้วจึงเกิดทัศนคติที่ดีในสิ่งนั้น

          4. การจัดระบบ ... การสร้างแนวคิด จัดระบบของค่านิยมที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความสัมพันธ์  ถ้าเข้ากันได้ก็จะยึดถือต่อไปแต่ถ้าขัดกันอาจไม่ยอมรับอาจจะยอมรับค่านิยมใหม่โดยยกเลิกค่านิยมเก่า

          5. บุคลิกภาพ ... การนำค่านิยมที่ยึดถือมาแสดงพฤติกรรมที่เป็นนิสัยประจำตัว ให้ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงามพฤติกรรมด้านนี้ จะเกี่ยวกับความรู้สึกและจิตใจ ซึ่งจะเริ่มจากการได้รับรู้จากสิ่งแวดล้อม แล้วจึงเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ ขยายกลายเป็นความรู้สึกด้านต่าง ๆ  จนกลายเป็นค่านิยม และยังพัฒนาต่อไปเป็นความคิด อุดมคติ ซึ่งจะเป็นควบคุมทิศทางพฤติกรรมของคนคนจะรู้ดีรู้ชั่วอย่างไรนั้น ก็เป็นผลของพฤติกรรมด้านนี้

พุทธิพิสัยในทัศนะของบลูม


ทฤษฎีการเรียนรู้ เบนจามิน บลูมและคณะ (Bloom et al, 1956) ได้จำแนกจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ออกเป็น 3 ด้าน  คือ

    1.พุทธิพิสัย (Cognitive Domain)  พฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเกี่ยวกับสติปัญญา ความรู้ ความคิด ความเฉลียวฉลาด ความสามารถในการคิดเรื่องราวต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นความสามารถทางสติปัญญา  พฤติกรรมทางพุทธิพิสัย  6 ระดับ ได้แก่

          1.ความรู้ความจำ  ความสามารถในการเก็บรักษามวลประสบการณ์ต่าง ๆ จากการที่ได้รับรู้ไว้และระลึกสิ่งนั้นได้เมื่อต้องการเปรียบดังเทปบันทึกเสียงหรือวีดิทัศน์  ที่สามารถเก็บเสียงและภาพของเรื่องราวต่างๆได้  สามารถเปิดฟังหรือ ดูภาพเหล่านั้นได้  เมื่อต้องการ

          2. ความเข้าใจเป็นความสามารถในการจับใจความสำคัญของสื่อ และสามารถแสดงออกมาในรูปของการแปลความ ตีความ คาดคะเน ขยายความ หรือ การกระทำอื่น ๆ

          3. การนำความรู้ไปใช้ เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในกาแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ จึงจะสามารถนำไปใช้ได้

           4. การวิเคราะห์ ผู้เรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย เป็นองค์ประกอบที่สำคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ความสามารถในการวิเคราะห์จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน

          5. การสังเคราะห์ ความสามารถในการที่ผสมผสานส่วนย่อย ๆ เข้าเป็นเรื่องราวเดียวกันอย่างมีระบบ เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่สมบูรณ์และดีกว่าเดิม อาจเป็นการถ่ายทอดความคิดออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย การกำหนดวางแผนวิธีการดำเนินงานขึ้นใหม่ หรือ อาจจะเกิดความคิดในอันที่จะสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งที่เป็นนามธรรมขึ้นมาในรูปแบบ หรือ แนวคิดใหม่

          6. การประเมินค่า เป็นความสามารถในการตัดสิน ตีราคา หรือ สรุปเกี่ยวกับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นไปตามเนื้อหาสาระในเรื่องนั้น ๆ หรืออาจเป็นกฎเกณฑ์ที่สังคมยอมรับก็ได้

การเรียนรู้ตามทฤษฎีของบลูม


ในฐานะที่ทำมาหากินกับวงการศึกษามาค่อนชีวิต  อยากจะย้อนความรู้ที่เกิดขึ้นและนำมาประยุกต์ใช้จนถึงทุกวันนี้  หากเป็นด้านการจัดการเรียนรู้  ก็หนีไม่พ้นทฤษฎีของบลูม    
           
เบนจามิน  บลูม 

ทฤษฎีการเรียนรู้ของ  Bloom (Bloom’s Taxonomy)กล่าวถึงการจำแนกการเรียนรู้ตามทฤษฎีของบลูม ซึ่งแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย โดยในแต่ละด้านจะมีการจำแนกระดับความสามารถจากต่ำสุดไปถึงสูงสุด เช่น ด้านพุทธิพิสัย เริ่มจากความรู้ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมิน นอกจากนี้ยังนำเสนอระดับความสามารถที่มีการปรับปรุงใหม่ตามแนวคิดของ Anderson and Krathwohl (2001) เป็น การจำ(Remembering) การเข้าใจ(Understanding) การประยุกต์ใช้(Applying) การวิเคราะห์ (Analysing) การประเมินผล (Evaluating) และการสร้างสรรค์ (Creating) ด้านจิตพิสัย จำแนกเป็น การรับรู้, การตอบสนอง, การสร้างค่านิยม, การจัดระบบ และการสร้างคุณลักษณะจากค่านิยม ด้านทักษะพิสัย จำแนกเป็น ทักษะการเคลื่อนไหวของร่างกาย, ทักษะการเคลื่อนไหวอวัยวะสองส่วนหรือมากกว่าพร้อมๆกัน, ทักษะการสื่อสารโดยใช้ท่าทาง และทักษะการแสดงพฤติกรรมทางการพูด

 ทฤษฎีการเรียนรู้คืออะไร

          การเรียนรู้ (Learning) คือ กระบวนการของประสบการณ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างค่อนข้างถาวร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ไม่ได้มาจากภาวะชั่วคราว วุฒิภาวะ หรือสัญชาตญาณ(Klein 1991:2)

          การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร โดยเป็นผลจากการฝึกฝนเมื่อได้รับการเสริมแรง มิใช่เป็นผลจากการตอบสนองตามธรรมชาติที่เรียกว่า ปฏิกิริยาสะท้อน (Kimble and Garmezy) การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อันเป็นผลจากการฝึกฝนและประสบการณ์ แต่มิใช่ผลจากการตอบสนองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (Hilgard and Bower) การเรียนรู้เป็นการแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลง อันเป็นผลเนื่องมาจากประสบการณ์ที่แต่ละคนได้ประสบมา (Cronbach) การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่บุคคลได้พยายามปรับพฤติกรรมของตน เพื่อเข้ากับสภาพแวดล้อมตามสถานการณ์ต่าง ๆ จนสามารถบรรลุถึงเป้าหมายตามที่แต่ละบุคคลได้ตั้งไว้ (Pressey, Robinson and Horrock, 1959)

 ทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม  เป็นอย่างไร


          Bloom ได้แบ่งการเรียนรู้เป็น 6 ระดับ

          ความรู้ที่เกิดจากความจำ (knowledge) ซึ่งเป็นระดับล่างสุด

          ความเข้าใจ (Comprehend)

          การประยุกต์ (Application)

          การวิเคราะห์ ( Analysis) สามารถแก้ปัญหา ตรวจสอบได้

          การสังเคราะห์ ( Synthesis) สามารถนำส่วนต่างๆ มาประกอบเป็นรูปแบบใหม่ได้ให้แตกต่างจากรูปเดิม เน้นโครงสร้างใหม่

          การประเมินค่า ( Evaluation) วัดได้ และตัดสินได้ว่าอะไรถูกหรือผิด ประกอบการตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลและเกณฑ์ที่แน่ชัด    เดี๋ยวว่าต่อ  เป็นตอนต่อไป  นะครับ...

วันอังคาร, ตุลาคม 21, 2557


ครู ๒ ปี ครู ๔ ปี ครู ๕ ปี : ป.กศ.  ป.กศ.(สูง) ค.บ. กศ.บ. ศศ.บ. ฯลฯ

           หากจะไล่เลียงกันจริงๆ แล้ว  เราก็จะเห็นว่า การศึกษาของชาติยุคใดก็ตามจะต้องเริ่มต้นจาก “ปรัชญา”  หรือความเชื่อมั่นถือมั่นของผู้มีอำนาจ  ของชาติ  ของกระทรวงศึกษาธิการก่อนว่า  จะอบรมสั่งสอนเยาวชนของชาติให้เป็นบุคคลเช่นไร  จะปลูกฝังให้เป็นนักจดจำ  นักคิด  นักเผด็จการ  หรือนักประชาธิปไตย  พูดแบบง่ายๆ  ก็คือจะยึด “หลักการศึกษาใดเป็นเกณฑ์” จากนั้นก็ถ่ายทอดความเชื่อความปรารถนาอันนั้นออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรที่เรียกกันว่า  “หลักสูตร”  เพื่อกำหนดทิศทาง  ระดับ  และขนาด  ให้ผู้สอนทั้งหลายทราบว่า  จะต้องอบรมสั่งสอนเด็กให้เจริญงอกงามไปทางนั้นๆ  ตามระดับนั้นๆ  และด้วยขนาดนั้นๆ  จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของเราบรรดาครูๆ  ที่จะต้องดำเนินการด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อชักจูงหรือแนะนำให้เด็กได้เจริญไปตามทิศทางนั้นให้จงได้  งานนี้เรียกว่า “การสอน”  พอสอนไปได้พักหนึ่งครูก็เกิดอยากทราบว่านักเรียนของตนเจริญงอกงามไปแล้วเท่าใด  ยังอยู่ห่างหรืออยู่ใกล้ประตูแห่งความปรารถนานั้นสักปานใด  ครูก็จัดกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เรียกว่า  “การสอบ” หรือ “การวัดผล”  ขึ้นมา  พอสอบเสร็จทราบสถานภาพของผู้เรียนแต่ละคนว่าใครดีใครไม่ดีเท่าใดแล้ว  ก็ชักเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกว่า

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 25, 2557

ผู้ตามที่ดี ต้องเชื่อมั่นในผู้นำ


        
  ช่วงที่เรียนหลักสูตรการบริหารการศึกษา  ระดับมหาบัณฑิต  มีหนึ่งรายวิชาที่อาจารย์ผู้สอนให้ดูภาพยนตร์  เรื่อง “สามก๊ก”  แล้วให้นักศึกษามาถกกันถึงกลยุทธ์ในการบริหาร  จากภาพยนตร์ในแต่ละตอน แบบฝึกนี้พวกเราทำกันอยู่หลายชั่วโมงเรียนจนกระทั่งไปสัมมนาที่  อ่าวคุ้งกระเบน  ก็เลยมีทั้งโจโฉ  ขงเบ้ง  เล่าปี่ เพ่นพ่านอยู่บนรถตลอดการเดินทาง 
          เล่าปี่  ผู้ซึ่งคิดจะแยกดินแดนแผ่นดินจีนออกเป็นก๊กที่สาม  แม้จะมี ชีซี  เป็นเสนาธิการ  เพื่อวางแผนกลยุทธ์อันแยบยล  แต่ก็ต้องสูญเสีย  ชีซี  ไป  ทำให้ต้องสรรหา  เสนาธิการ  คนใหม่  ตามที่ชีซีแนะนำไว้  คือ  “ ขงเบ้ง”

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 26, 2556

ธรรมาภิบาล (GOOD GOVERNANCE)


       เรื่องธรรมาภิบาล  ได้ยินได้ฟังบ่อยมากในช่วงที่กำลังศึกษาระดับมหาบัณฑิต (ราวปี  พ.ศ.  2542 )  ตอนนั้นอาจารย์ผูั้้สอนได้นำมาทดสอบนักศึกษาด้วย  บางท่านก็เขียนได้ยาวยืดแต่ไม่เข้าประเด็น  บางท่านก็เขียนไม่ออกทั้งๆ  ที่ปากกาก็ไม่หมดหมึก  นับว่ายากพอสมควร  เพราะท่านให้เชื่อมโยงไปสู่การนำไปปฏิบัติจริงในสถานศึกษา  ส่วนตัวผลเอง  ก็จำได้แต่หัวใจของธรรมาภิบาล  ว่า  " นิติ - คุณ - โปร่ง - ร่วม - ชอบ - คุ้ม "  รายละเอียดก็เรียงความกันไปตามถนัด  วันนี้เลยนำมาเรียงถ้อยคำใหม่  ให้เป็นมาตรฐานอ้างอิงได้บ้าง 
          หลักธรรมาภิบาลระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หรือหลักธรรมาภิบาล (GOOD GOVERNANCE) หมายถึง แนวทางในการจัดระเบียบเพื่อให้สังคมของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ เอกชนและภาคประชาชน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และตั้งอยู่ใน ความถูกต้องเป็นธรรม ตามหลักพื้นฐานการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี   ดังนี้

วันจันทร์, ธันวาคม 03, 2555

สีข้าวกับสีคน

ระบบ  (System)  หากให้คำจำกัดความเพื่อให้เข้าใจกันง่าย  มักจะหมายถึง ส่วนต่างๆ  จำนวนหนึ่ง  ซึ่งมีความสัมพันธ์และขึ้นอยู่ต่อกัน  เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  เพื่อกระทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จผลตามที่ต้องการ  และมักอธิบายต่ไปว่า  ระบบมักจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ  คือ
   1. ปัจจัยนำเข้า
   2. กระบวนการ
   3. ผลลัพท์
   4. ผลสะท้อนกลับ
หากเปรียบเทียบระบบให้เข้าใจกันง่ายยิ่งขึ้น  ให้พิจารณาโรงสีข้าวครับ (ส่วนท่านใดจะเอาไปเปรียบเทียบกับอย่างอื่นก็แล้วแต่ชอบครับ) ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตข้าวสารที่มีอยู่ทั่วไป  ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก  ระบบของโรงสี  จะเป็นอย่างนี้  คือ
   1. ปัจจัยนำเข้า  ได้แก่  ข้าวเปลือก (ทั้งข้าวจ้าว  ข้าวเหนียว)  ซึ่งโรงสีจะมีที่เทข้างเปลือกที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไป  ข้าวเปลือกจะถูกร่อนโดยตะแกรงลวดเพื่อเอาเศษฝุ่น  ผง  ดิน  หิน  เศษฟางข้าว  ออกไปก่อน  นับว่าเป็นวิธีคัดเลือกวัตถุดิบให้มีคุณภาพก่อนป้อนเข้าสู่ตอนต่อไป  หลังจากผ่านการคัดเลือกโดยชาวนามาครั้งหนึ่งแล้ว
 

วันพุธ, กันยายน 12, 2555

การอ่าน (อีกแล้ว)



ห่างหายจากบล็อกไปนานโข  มาคราวนี้ก็นำปัญหาเดิมๆ  มาเล่าสู่กันฟัง  ปัญหาที่ยกมาตั้งเป็นประเด็นในการเขียนครั้งนี้ก็หนีไม่พ้นเรื่องของ  การอ่าน
การอ่านคืออะไร  หมายถึงอะไร  ทำไมสำคัญแท้  ตอบประเด็นให้เข้าใจ
  การอ่าน  หมายถึง  การรับรู้ข้อความจากการเขียนของตนเองหรือของผู้อื่น  ซึ่งรวมไปถึงการรับรู้ความหมายจากเครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ  เช่นเครื่องหมาย  จราจร  เครื่องหมายบนแผนที่  เป็นต้น
การอ่านมีความสำคัญมากน้อยเพียงใดล่ะ 
  คนเป็นสัตว์สังคมที่อยู่ร่วมกันและมีความสัมพันธ์กันในกลุ่มของตน  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิด  ความสนใจ เพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุขและพัฒนา  การติดต่อสื่อสารจึงเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงคนทุกคนเข้าด้วยกัน  มีการสนทนา  การอ่านข้อเขียนซึ่งกันและกัน  สำหรับสังคมปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  แม้ว่าจะมีการสื่อสารถึงกันด้วยวิธีการใหม่ๆ  แต่การอ่านก็ยังมีความสำคัญต่อวิธีการสื่อสารเหล่านั้นด้วย  ไม่ว่าจะเป็นการอ่านข้อความ อ่านจดหมายอิเลคทรอนิคส์  อ่านเฟชบุ๊ค ฯลฯ
  การอ่านเป็นทักษะที่จำเป้นอย่างยิ่งต่อการศึกษาหาความรู้และพัฒนาชีวิต  นอกจากจะทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้แล้ว  ยังก่อให้เกิดความเพลิดเพลินสนุกสนาน  ส่งเสริมให้มีความคิดสร้างสรรค์  ได้แนวคิดในการดำเนินชีวิต  นอกจากนี้แล้ว  การอ่านยังเป็นหัวใจของการศึกษาทุกระดับ  และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาหารู้ของคนทุกเพศทุกวัย

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 20, 2555

เมื่อต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ ตอนที่ 2


2.  แนวทางที่อาศัยวิธีการทางสถิติ  เป็นการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยอาศัย  ค่าของตัวเลขหรือค่าทางสถิติต่างๆ  เช่น 
การวิเคราะห์ทั้งฉบับ  เพื่อตรวจสอบความตรง (Validity) ความเที่ยง (Reliability)
การวิเคราะห์เป็นรายข้อ  เพื่อตรวจสอบความยากของข้อสอบ (Item difficulty) และอำนาจจำแนกของข้อสอบ (Item discrimination) วิธีการนี้  เราต้องนำเครื่องมือที่สร้างขึ้นมาแล้วนำไปทดลองใช้  แล้วนำผลที่ได้มาคำนวณค่าต่างๆ  เทียบกับเกณฑ์การยอมรับ  ถ้าหากอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ก็สามารถที่จะนำไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการทำวิจัยต่อไปได้  แต่ถ้ายังไม่อยู่ในเกณฑ์การยอมรับ  ก็จะต้องนำมาปรับปรุงและนำไปทดสอบ  หรือทดลองใช้ใหม่จนกว่าค่าที่ได้จะอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
ในบางเทคนิคอาจพิจารณาค่าทางสถิติจากความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญก็ได้   เช่น  พิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบหรือข้อคำถามกับจุดประสงค์ (Index Item-Objective congruence :IOC ) ซึ่งเป็นวิธีที่นักวิจัยนิยมกันอีกวิธีหนึ่งโดยเฉพาะการวิจัยในชั้นเรียน  และงานวิจัยที่เสนอเป็นผลงานทางวิชาการเพื่อขอมีขอเลื่อนวิทยฐานะ

วันจันทร์, เมษายน 09, 2555

เมื่อต้องเป็นผู้เชียวชาญ



การวิจัยเป็นกระบวนการสำคัญในการได้มาซึ่งความรู้  เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้น  นวัตกรรมต่างๆ  ที่มีคุณค่า  ช่วยให้สามารถแก้ปัญหา  ปรับปรุง  พัฒนาการปฏิบัติงานต่างๆ  ในสถานศึกษา   ทั้งทางด้านการจัดการเรียนรู้  การบริหารการศึกษา  เป็นต้น  ซึ่งได้มีผู้ทำการวิจัยในลักษณะต่างๆ  จำนวนไม่น้อย 
การจะทำวิจัยสักเรื่องหนึ่ง  ก็มิใช่จะว่าง่าย  ไม่ว่าการวิจัยนั้นจะทำกับกลุ่มประชากรขนาดเล็ก  เช่นการวิจัยในชั้นเรียน  หรือกระทำกับกลุ่มประชากรขาดใหญ่ในระดับจังหวัด  ระดับเขตพื้นที่  ระดับภาค  และระดับประเทศ  เป็นต้น  แต่ไม่เป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่ได้เรียนรู้ระเบียบวิธีวิจัย  สถิติสำหรับการวิจัย  หรือได้ผ่านการทำวิจัยมาบ้างพอสมควรแล้ว 
หากแต่สำหรับเพื่อนครูบ้านนอกของผมหลายท่าน  ถ้าพูดถึง  กล่าวถึง  หรือเพียงแค่คิดถึงงานวิจัย  ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นเรื่องของการเข็นครกขึ้นภูเขาขึ้นมาทันที  แม้แต่ครูผู้มีความชำนาญเป็นพิเศษในโรงเรียนที่ผมทำงานอยู่ก็เช่นกัน  ท่านก็ยังงงเป็นไก่ตาฟาง  คลำทางไม่ถูก  (เพราะงานวิจัยที่ท่านส่งเป็นผลงานทางวิชาการนั้นท่านอ่านเองแล้วไม่เข้าใจ  แม้จะอธิบายให้เพื่อนร่วมงานฟัง  ฟังอย่างไรก็ไม่เข้าใจ...... อ้าว.....แล้วใครล่ะที่จะอ่านเข้าใจ...)

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 15, 2555

ครูกับการใช้เทคโนโลยี


 

ปัจจุบันสื่อการเรียนการสอนประเภทเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษาได้เข้ามามีบทบาท  ในกระบวนการจัดการเรียนรู้เป็นอย่างมาก  ผู้มีอาชีพครูคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสื่อประเภทนี้มีผลต่อคุณภาพในการจัดการเรียนรู้ของตนเองอีกด้วย  การที่จะใช้การเรียนการสอนแบบโบราณ  คือ  กระดาน  ชอล์ค  และก็ทอล์ค (พูด)  นับว่าจะทำให้ผู้เรียยนเบื่อหน่ายมากขึ้น  เบื่อทั้งวิธีการจัดการเรียนรู้ของครู  และก็เบื่อหน้าครูไปพร้อมๆ  กันด้วย  
     เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ตามบ้านทั่วไป  มีราคาถูกลงมากเมื่อเทียบกับสมัย  10  ปีที่ผ่านมา  แทบจะเรียกได้เลยว่า  คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประจำบ้านเฉกเช่นเดียวกับ  โทรทัศน์  พัดลม  ตู้เย็น  หากครูยังไม่พัฒนาตนเองใก้ก้าวทันเทคโนโลยี   ก็อย่าได้คาดหวังเลยว่าการศึกษาของชาติจะก้าวทันเพื่อนบ้าน
     ทักษะการใช้เทคโนโลยีสำหรับครู  ควรประกอบไปด้วย  ทักษะด้านต่างๆ  ดังต่อไปนี้

วันจันทร์, มกราคม 09, 2555

คนเลี้ยงเสือ

         สวนสัตว์แห่งหนึ่งได้เสือโคร่งใหม่มาหนึ่งตัว  ทางผู้บริหารระดับสูงของสวนสัตว์ตั้งงบประมาณอาหารเสือตัวนั้นเป็นเงิน    บาทต่อวันตามค่าเงินในสมัยนั้น  เมื่อคนเลี้ยงเสือได้เบิกเงิน    บาทไปซื้อเนื้อมาเลี้ยงเสือ แต่ละวันเขาได้ยักยอกเงินค่าอาหารเสือไปหนึ่งสลึง  เสือได้กินเนื้อราคา ๗๕  สตางค์ต่อวัน  เสือไม่อ้วน  ผู้คนมาชมสวนสัตว์เห็นเสือไม่อ้วนจึงร้องเรียนไปที่ผู้อำนวยการสวนสัตว์ว่าตั้งงบประมาณค่าอาหารเสือน้อยไป  ผู้อำนวยการจึงส่งผู้ตรวจการไปตรวจ ผู้ตรวจการคนนั้นไปตรวจแล้วรู้ความจริงว่ามีการยักยอกเงินไป ๑ สลึง เขาจึงขอเงินค่าปิดปากอีก ๑ สลึง สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย เพราะ ๒ คนยักยอกไป ๒ สลึง เหลือค่าอาหารวันละ ๒ สลึงเท่านั้น เสือจึงผอมลงไปอีก 

วันพุธ, กันยายน 14, 2554

อ่านไม่ออก 1

     อ่านออกเขียนได้คิดเลขเป็น นับเป็นวลียอดฮิตที่ผู้อยู่ในวงการศึกษามักได้ยินได้ฟังและได้พูดกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งที่จริงแล้ววลีดังกล่าวแทบจะเรียกได้ว่า เป็นเป้าหมายของการจัดการศึกษามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จนกระทั่งถึงกาลปัจจุบัน ก็ยังทันสมัยนิยมใช้กันอยู่ และพูดกันไม่รู้เบื่อเหมือนเดิม แถมยังพูดบ่อยกว่าเดิมด้วยซ้ำ ตั้งแต่ครูน้อยไปจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  เลยทีเดียว

ในทั่วทุกหัวระแหงของห้องโรงเรียน เราสามารถแบ่งกลุ่มผู้เรียนตามแนวคิดขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เป็น 4 กลุ่ม หรือ 4 เหล่า คือ
      กลุ่ม/เหล่าที่ 1 อุคคฏิตัญญู พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที
      กลุ่ม/เหล่าที่ 2 วิปจิตัญญู พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป
      กลุ่ม/เหล่าที่ 3 เนยยะ พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง
      กลุ่ม/เหล่าที่ 4 ปทปรมะ พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (http://th.wikipedia.org : 13 กันยายน 2554)

วันศุกร์, กรกฎาคม 29, 2554

กิจกรรมวันภาษาไทยของโรงเรียนบ้านบักจรัง

    
        ภาษาไทยถือเป็นภาษาแห่งชาติ และเป็นเอกลักษณ์ของชาติที่เราคนไทยควรภาคภูมิใจ เพราะบางประเทศไม่มีแม้กระทั่งภาษาที่เป็นของตัวเอง  ในขณะเดียวกันบางภาษาไม่มีแม้กระทั่งประเทศเขตแดนเป็นของตนเอง (ไม่ได้ว่าใครนะครับเปรียบเทียบให้เห็นภาพเท่านั้น) ดังนั้นเราควรอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่ และสืบทอดต่อไปให้ลูกหลานได้ศึกษา หากเราคนไทยไม่ช่วยกันรักษาไว้ สักวันหนึ่งอาจจะไม่มีภาษาไทยให้ลูกหลานใช้ก็เป็นได้

วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 07, 2554

การจัดบรรยากาศในชั้นเรียน ตอนที่ 10

        จากที่เขียนมาทั้ง  10  ตอน  จะเห็นได้ว่า ครูเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ครูจึงควรต้องมีบุคลิกภาพที่เหมาะสม และมีความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้   ซึ่งสรุปได้ดังนี้


     1. ด้านบุคลิกภาพ
          1.1 มีกิริยาวาจาเหมาะสม
          1.2 อารมณ์ดี มีเมตตา
          1.3 ใช้ภาษาแจ่มชัด
          1.4 ขจัดความลำเอียง
          1.5 หลีกเลี่ยงการตำหนิ
          1.6 หมั่นคิดริเริ่มสร้างสรรค์
          1.7 อารมณ์ขันแทรกสร้าง
          1.8 สร้างสัมพันธ์ฉันท์มิตร
          1.9 ติดตามทันโลกเสมอ
          1.10 ค้นให้เจอความสามารถเด็ก

การจัดบรรยากาศในชั้นเรียน ตอนที่ 9

การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้อย่างมีความสุข

        ด้วยหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับปัจจุบัน มุ่งหวังให้ผู้เรียนเป็นคนดี คนเก่ง มีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขครูจึงเป็นบุคคลที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข

ความหมายของการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้อย่างมีความสุข

        บรรยากาศการเรียนรู้อย่างมีความสุข คือ การจัดสภาพการเรียนการสอนให้มีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย นักเรียนรู้สึกเป็นอิสระ ได้เรียนรู้โดยวิธีการต่างๆ อย่างหลากหลาย ครูยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ

ความสำคัญของการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้อย่างมีความสุข

        การสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนทั้งปัจจุบันและอนาคต ดังนี้
        1. ทำให้ผู้เรียนมีสุขภาพจิตดี มีความสุข สดชื่น เบิกบาน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพที่ดีในอนาคต
        2. ทำให้ผู้เรียนเกิดกำลังใจ ใฝ่เรียนรู้ ไม่ท้อแท้ หรือท้อถอย เป็นการส่งเสริมนิสัย ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน และรักการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ตลอดชีวิต

การจัดบรรยากาศในชั้นเรียน ตอนที่ 8

ลักษณะของชั้นเรียนที่ดี

   ห่างหายไม่ได้ปรับปรุงมาร่วมเดือน  มาคราวนี้เสนอเรื่องบรรยากาศในชั้นเรียนต่อครับ  พี่น้องเพื่อนครูอย่าพึงเบื่อก็แล้วกัน  นะครับ
เพื่อให้การจัดชั้นเรียนที่ถูกต้องตามหลักการ ผู้สอนควรได้ทราบถึงลักษณะของชั้นเรียนที่ดี ที่พอสรุปได้ดังนี้

    1. ชั้นเรียนที่ดีควรมีสีสันที่น่าดู สบายตา อากาศถ่ายเทได้ดี ถูกสุขลักษณะ
    2. จัดโต๊ะเก้าอี้และสิ่งที่ที่อยู่ในชั้นเรียนให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนการสอน และกิจกรรมประเภทต่างๆ
    3. ให้นักเรียนได้เรียนอย่างมีความสุข มีอิสรเสรีภาพ และมีวินัยในการดูแลตนเอง
    4. ใช้ประโยชน์ชั้นเรียนให้คุ้มค่า ครูอาจดัดแปลงให้เป็นห้องประชุม ห้องฉายภาพยนตร์และอื่น ๆ
    5. จัดเตรียมชั้นเรียนให้มีความพร้อมต่อการสอนในแต่ละครั้ง เช่น การทำงานกลุ่ม การสาธิตการแสดงบทบาทสมมุติ
    6. สร้างบรรยากาศให้อบอุ่น ให้ความเป็นกันเองกับผู้เรียน